*.ป้ามิตา.*...ดาหลา & ปะการัง & วังบุปผา

รีวิว.....สารพัด เรื่อง...108~ 1009 อ่ะนะ .

Category:Books
Genre: Health, Mind & Body
Author:สูตรอาหารลดน้ำหนัก
วิธีลดน้ำหนักที่ใช้ส่วนใหญ่มักมี สูตรอาหารลดน้ำหนัก บ้างก็เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ แต่บางวิธีก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าปลอดภัย และมีประสิทธิภาพหรือไม่ ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ใช้ควบคุมความอ้วน วิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งรวมถึง การปรับเปลี่ยนการกินอาหารนับเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด การทำอาหารรับประทานเองก็เป็น สูตรอาหารลดน้ำหนัก ที่ดี วิธีใช้ยาดูเหมือนว่าตอนแรกจะลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ในระยะยาวแล้ว สู้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เพราะคุมความผอมไว้ได้นานกว่า การใช้ ยาลดความอ้วน ในการ ลดน้ำหนัก ดูจะเป็นวิธีที่อันตราย ควรจะอยู่ในการควบคุมของแพทย์ การใช้สูตรอาหารลดน้ำหนักนั้นในการปรับเปลี่ยนอาหารเริ่มจาก การให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสารอาหาร พลังงานจากอาหารและชนิดของอาหารต่างๆ จุดประสงค์เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม สามารถคิดปริมาณพลังงานจากสารอาหารได้ และรู้หลักของ การจัดอาหารให้สมดุล


สูตรลับไดเอต

วันที่ 1
อาหารเช้า........ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า โยเกิร์ต
เครื่องดื่ม.........น้ำมะละกอปั่นผสมกับน้ำส้มคั้นและขิงเล็กน้อยผสมน้ำลงไปเจือจาง
อาหารกลางวัน........ข้าวต้มปลากับหน่อไม้ฝรั่งสีเขียว
น้ำผลไม้..........ปั่นมะละกอครึ่งผลกับน้ำส้มคั้น 50 มิลลิกรัมและโยเกิร์ต 100 กรัม
อาหารเย็น..........ก๋วยเตี๋ยวไก่

วันที่ 2
อาหารเช้า..........ไข่เจียวใส่หอมซอย ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
ผลไม้........กล้วยน้ำว้า 1 ผล และสับปะรด 1 ชิ้น
อาหารกลางวัน.........แกงจืดวุ้นเส้น ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
เครื่องดื่ม...........น้ำมะละกอปั่นผสมน้ำส้มและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจาง
อาหารเย็น...........แกงเผ็ดเนื้อ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี

วันที่ 3
อาหารเช้า.........กล้วย มะละกอ และโยเกิร์ต
ผลไม้......สับปะรด
อาหารกลางวัน........ต้มยำกุ้ง ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
ผลไม้......กล้วย 1 ผล
อาหารเย็น..........ผัดผักรวมมิตร ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี

วันที่ 4
อาหารเช้า.....ไข่เจียวกับพริกหวาน (ไข่หนึ่งฟอง) ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
ผลไม้.....ฝรั่งและกล้วยน้ำว้าอย่างละ 1 ผล
อาหารกลางวัน........ข้าวต้มหมู
เครื่องดื่ม.....น้ำมะละกอปั่นผสมน้ำส้มและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจาง
อาหารเย็น.........ผัดผักเปรี้ยวหวานกุ้ง ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี

วันที่ 5
อาหารเช้า......กล้วยน้ำว้า มะละกอ และโยเกิร์ต
เครื่องดื่ม.......น้ำฝรั่ง 1 แก้ว
อาหารกลางวัน..........แกงจืดวุ้นเส้นใส่ผัก ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
ผลไม้..........มะม่วง 1 ผล
อาหารเย็น..........แกงเผ็ดไก่ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี

วันที่ 6
อาหารเช้า........ไข่เจียวกับมะเขือเทศ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
ผลไม้......สับปะรด ฝรั่ง
อาหารกลางวัน............ข้าวต้มกุ้ง
เครื่องดื่ม........น้ำมะม่วงปั่นผสมกับน้ำส้มคั้นและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจาง
อาหารเย็น..........ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๋ว

วันที่ 7
อาหารเช้า......สับปะรด กล้วยน้ำว้า และโยเกิร์ต
เครื่องดื่ม...น้ำมะม่วงปั่นผสมกับน้ำส้มคั้นและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจาง
อาหารกลางวัน.........แกงป่าไก่ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี
เครื่องดื่ม......น้ำสับปะรดปั่น
อาหารเย็น.......ผัดผักใส่เต้าหู้ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี


ReviewReviewReviewReviewReviewโลกร้อน Jun 10, '08 9:11 PM
for everyone
Category:Books
Genre: Reference
Author:(non)
ตอนนี้ สถานการณ์มันรุนแรงกว่าที่เราคาดไว้เยอะครับ
> ต้นเหตุนึงก็คือ นักวิทยาศาสตร์ พยายามปิดข่าว
>
> สหรัฐไม่ยอมร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต ที่ทุกๆชาติร่วมกันลดการใช้พลังงาน
> และการปล่อยของเสีย เพื่อป้องกันภาวะโลกร้อน


> เนื่องจาก จอร์จ w บุช เนี่ย ตระกูลแกค้าน้ำมันตั้งแต่รุ่นพ่อ
> เลยไม่สนใจจะร่วมลงนาม ทั้งๆที่นานาชาติต่างพยายามร่วมมือกัน
>
> อัลกอร์ ที่แพ้เลือกตั้งให้บุช ก็เดินสายบอกความจริงแก่คนทั้งโลก
>! ; ถ้าสนใจลองไปหา The Inconvenient Tru th มาดูครับ
& gt;
> สหรัฐก็พยายามดิ สเครดิต อัลกอร์ โดยกล่าวว่า เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ
> ตามที่คำนวณแล้ว เหตุการณ์น้ำท่วมโลก จะเกิดอีกเป็นร้อยปี
> แล้วพยายาม แฉค่าใช้จ่ายการใช้พลังงานของอัลกอร์ ในการออกงานต่างๆ
> ว่ามันก็เปลืองเหมือนกันแหล่ะ ยังจะมาพูดดี
>
> ทีนี้ ต้นปีที่เพิ่งผ่านมา มีข่าวที่ช๊อคคนทั้งโลก แต่ไม่ยักจะดัง
> ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ หลังจากที่ปกปิดมานาน
> ตอนนี้ชักทนไม่ไหวแล้ว ได้ออกมาบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้
> เลวร้ายกว่าที่คาดไว้เยอะมาก จากการตรวจน้ำแข็งที่ขั้วโลก
> พบว่า มีพื้นที่น้ำแข็งหายไปจากปีก่อน ราวๆ 5 เท่า ของประเทศอังกฤษ




ทางแก้ มีทางเดียวคือ
>
> ทั้งโลกต้องหยุดการใช้น้ำมัน ก้าซ และถ่านหิน โดยทันที
> หยุดนะครับ ไม่ใช่ลดการใช้

>

> ทุกวันนี้ เหมือนเคาท์ดาวน์แล้วครับ นับถอยหลังว่ามันจะท่วมเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
>
> ถ้าน้ำแข็งละลายจะเกิดอะไรขึ้น
>
> อันแรกก็คือ การแปรปรวนของภูมิอากาศ กระแสน้ำไหลเปลี่ยนทิศทาง เกิดพายุประหลาดๆ หรือที่เรา
> เคยเรียกว่า เอลนิญโญ่ น่ะครับ

>

> น้ำแข็ง มีความเย็น ไหลลงผสมกับน้ำในมหาสมุทร ทำให้ กระแสลมเปลี่ยน ตามปกติ น้ำแข็งขั้วโลกจะ
> ทำงานสะท้อนแสงอาทิตย์ออกสู่บรรยากาศด้วย พอน้ำแข็งน้อยลง แสงอาทิตย์ก็กระทบผิว โลกมากขึ้นเมื่อ
> รวมกับปริมาณโอโซน ที่ช่วยกรองความร้อนและรังสีลดลง ทำให้โลกได้รับพลังงานความร้อนจากดวง
> อาทิตย์เต็มๆ ทำให้ร้อนตับแตกไงครับ
>
> สิ่งที่นักสิทยาศาสตร์กลัวที่สุดคือ โลกของเรา ถ้าเปรียบเป็นสิ่งมีชีวิต กระแสน้ำ ก็เหมือนกับ กระแส
> เลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายน่ะครับ น้ำตรงเส้นศูนย์สูตร มีอุหณภูมิสูง ก็จะไหลขึ้นไปทิศเหนือ ที่มีอากาศเย็น
> เมื่อน้ำเย็นลง ก็จะไหลกลับลงทิศใต้ ระบบมันเป็นแบบนี้ มาต! ลอด
> โดยเรียนสั้นๆว่า สายพานแอตแลนติค
>
> ถ้าเกิดน้ำแข็งขั้วโลก ละลายลงมหาสม ุทรทั้งหมด สายพานตัวนี้จะหยุดทำงาน และโลกจะกลับเข้าสู่ยุคน้ำ
> แข็ง ดังในอดีต ที่น้ำแข็งตรงกรีนแลนด์ละลายไหลลงมหาสมุทรน่ะครับ
>
> ความแปรปรวนของอากาศจะเริ่มหนั กขึ้นครับ เมื่อกระแสน้ำอุ่นไม่ทำงาน ลมจะเริ่มคลั่ง ก่อตัวเป็นพายุ
&g t; หมุนขนาดใหญ่ มากๆ ตรงแกนของพายุ จะดึงเอาความเย็นยะเยือกจากชั้นอวกาศ ลงมาสู่พื้นโลกโดย
> ตรง เรียกได้ว่า โดนอะไรก็จะแข็งทันที แบบในหนัง ที่ นักบินแข็งตายน่ะครับ
> แล้วก็ตอนที่พระเอกหนีตายจากการโดนแช่แข็ง เข้าไปหลบในห้องสมุด
>
> ตอนจบของ the day after tomorrow โลกเรากลายเป็นยุคน้ำแข็ง นั่นก็คือเรื่องที่จะเกิดขึ้นนับต่อ
> จากนี้ไปครับ
>
> จริงๆมันไม่นานหรอกครับ ตอนนี้ เรารู้สึกแปลกๆบ้! างแล้วใช่มั้ยครับ ว่าเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน
>
> จริงๆแล้ว พายุแคทารินา ที่ถล่มสหรัฐ ก็เพราะ ปรากฎการณ์โลกร้อนน่ะครับ เกิดจากกระแสน้ำที่เปลี่ยน
> ไปของมหาสมุทรแอตแลนติค

>
&g t; ตามที่ ดร.อาจอง (อ่านว่าอาจ อง)คำนวณไว้ เมื่อสองสามปีก่อน แกบอกว่า ไม่เกิน 12 ปี
>
> ตามที่ครูบาอาจารย์ และ หลายๆคนที่ศึกษาธรรมได้บอกไว้
> เ! ขาว่า ภายในปี 2553 กรุงเทพจะโดนน้ำทะเลท่วม

>
> และ ในปี 53 ใครจะไปญี่ปุ่น อย่าไปนะครับ มีญาติก็ให้รีบกลับมา
> เพราะอาจจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่น่ากลัวที่สุด
>
> อันนี้ มีคนบอกผมมาอีกทีเหมือนกัน ( แต่ยืนยันความแม่น )
>
> จะอย่างไร จะเกิดอะไร เราก็หนีไม่พ้นหรอกครับ
> ใครจะหาว่าผ มเพ้อเจ้อเลอะเทอะ ก็ลองไปหาข้อมูลมาอ่านดูนะครับ
> ทางแก้ ตอนนี้ ไม่มีอีกแล้ว ถ้ามันไม่เกิดก็ แต่ ความเป็นไปได้ สูง จริงๆ
>
> เ ราทำร้ายโลกมามากแล้ว โลกกำลังจะเยียวยาตัวเองน่ะครับ

Category:Books
Genre: Reference
Author:(ค้นมาจาก หลาก หลายเวบ นะ)ใช้วิจารณญาณ
คำว่าวัยทอง เราทุกคนคงนึกถึงอาการที่เกิดขึ้นกับสตรีที่เข้าสู่สภาวะหมด
ประจำเดือนที่เรียกว่า Menopause ซึ่งเป็นสภาวะที่รังไข่แทบจะหยุดผลิตฮอร์โมน estrogens
ไปเลย ซึ่งจะพบในสตรีที่มีอายุ 40-45 ปี ขึ้นไป สตรีวัยทองจะเกิดปัญหาด้านสุขภาพเนื่องมา
จากการลดระดับและไม่สมดุลของระดับฮอร์โมน estrogen และ progesterone ซึ่งอาการวัย
ทองนี้ก็ยังสามารถพบในผู้ชายด้วย ซึ่งเรียกว่า "ผู้ชายวัยทอง" หมายถึง ผู้ชายสูงอายุที่อันฑะ
เสื่อมหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศชายซึ่งในทางการแพทย์เรียกสภาวะ

นี้ว่าAndropause ซึ่งปัญหานี้มักพบในผู้ชายอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ในการประชุมของนาย
แพทย์ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะในปี ค.ศ. 1994 มีมติว่าผู้ชายวัยทอง ควรหมายถึงผู้ชาย
สูงอายุที่มีความบกพร่องของฮอร์โมน Androgen ลงไปบ้างเท่านั้น ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า
"Partial Androgen Deficiency in Aging Male (PADAM)" ความบกพร่องของฮอร์โมน
testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมน Androgen รูปแบบหนึ่งที่มีฤทธิ์แรงที่สุดมีผลกระทบต่อระบบ
ต่าง ๆ ของร่างกายและจิตใจ ดังนั้นขั้นแรกเราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ
testosterone กันก่อน

ฮอร์โมนเพศชายตัวที่สำคัญที่สุด ก็คือ testosterone ซึ่งมีผลกระตุ้นการเจริญเติบโต
และการเปลี่ยนแปลงตามอายุของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ให้มีการเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นหนุ่ม
และมีลักษณะที่แสดงความเป็นผู้ชายดังนี้

หน้าอกและไหล่กว้างขึ้น มีหนวดเครา หน้าผากกว้างขึ้นหรือเถิก

ผิวหนังทั่วไปจะมีขนขึ้น มีการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน ทำให้เกิดสิวได้ง่าย

กล่องเสียงและลูกกระเดือกใหญ่ขึ้น ทำให้เสียงห้าวขึ้น

กล้ามเนื้อร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความแข็งแรง

มีการเปลี่ยนแปลงทางสมองและจิตใจ ทำให้มีความคิดริเริ่ม มีนิสัยใจคอก้าวร้าว มีความ
ต้องการทางเพศ เป็นต้น

สำหรับกลไกการสังเคราะห์ testosterone จะอยู่ในการควบคุมของ ไฮโปธารามัส ต่อม
ใต้สมองและอัณฑะ โดยไฮโปธารามัสจะหลั่ง Luteinizing hormone releasing hormone
(LHRH) หรือที่เรียกว่า Gonadotropin releasing hormone (GnRH) ซึ่งจะมีผลกระตุ้น
ต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่งพวก follicle stimulating hormone (FSH) Luteinizing
hormone (LH) โดย LH จะไปกระตุ้นให้ cholesterol เปลี่ยนเป็น prednisolone ซึ่งทำ
ให้มีการสังเคราะห์ testosterone เพิ่มขึ้น ส่วน FSH มีผลทางอ้อมต่อการสังเคราะห์ฮอร์โมน
เพศชาย โดยเพิ่มตัวรับสัญญาณของ LH ที่เซลล์เลย์ดิค free หรือ unbound testosterone
เป็นรูปแบบที่สามารถออกฤทธิ์กับอวัยวะเป้าหมายซึ่งมีอยู่ 2% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 98% จะ
รวมตัวกับสาร Albumin และ sex hormone binding globulin เป็น Testosterone-binding
globulin (TeBG) และส่วนนี้ถือว่าไม่สามารถออกฤทธิ์

ดังนั้นการที่มีระดับ testosterone ลดลงในคนที่มีอายุมากขึ้น

ประกอบกับมีระดับ TeBG เพิ่มขึ้น และฮอร์โมนเพศชายถูกเปลี่ยนเป็น estrogen
มากขึ้นจะทำให้เกิดผลดังนี้

1. ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ซึ่งจะเกิดกับกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลัง
ยุบตัวลงแล้วทำให้ความสูงลดลงรวมทั้งทำให้หลังโกง กระดูกหักง่าย

2. เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้เพราะการมีระดับ
testosterone ต่ำจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไขมันในเลือดในระดับที่เป็นอันตราย
เช่น มีการลดระดับ HDL-cholesterol และมีการเพิ่มระดับ triglyceride,
LDL-cholesterol และ lipoproteinเป็นต้น ซึ่งถ้าเกิดกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็อาจ
ทำให้เสียชีวิต หรือเป็นอัมพาตได้

3. ผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและไขมัน กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเล็กหรือลีบลง
มีอาการอ่อนเพลีย ซีด ปวดเมื่อย เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายส่งเสริมการสร้าง
เม็ดเลือดแดงและโปรตีนทั่วไป การกระจายของไขมันมักจะมารวมอยู่ที่บริเวณท้อง
และอวัยวะภายในช่องท้อง ทำให้มีลักษณะท้องโตคล้ายลูกแอปเปิ้ลหรือที่เรียกว่าลงพุง

4. เกิดอาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย อาการที่เกิดขึ้นจะรุนแรงน้อยกว่าที่เกิด
ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มีอาการประมาณ 2-3 นาที สำหรับกลไกยังไม่ทราบแน่ชัด

5. ผลกระทบต่อสมองในการรับรู้และสติปัญญาตลอดจนอารมณ์ จะมี
อาการความจำเสื่อม หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ ซึมเศร้า มีอารมณ์โกรธ และปั่นป่วน ขาดความสนุกสนาน นอนไม่หลับ
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เป็นต้น

6. ผลกระทบต่อบทบาททางเพศ พบว่า ความต้องการทางเพศและอารมณ์
ทางเพศจะลดลง ลดความสามารถในการหลั่งน้ำอสุจิ

7. อื่น ๆ อาจพบมีเต้านมโต (gynecomastia) ได้ เนื่องจากฮอร์โมนเพศชาย
ถูกเปลี่ยนเป็น estrogen มากขึ้นดังที่กล่าวไว้แล้ว

การดูแลรักษา

ยาที่ใช้มีทั้งชนิดรับประทานและฉีด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฮอร์โมนเพศชาย (testosterone)

1. ฮอร์โมนเพศชายชนิดสังเคราะห์ ซึ่งสะดวกต่อการใช้ ได้ผลดีและราคาไม่แพง ซึ่งแบ่ง
เป็นกลุ่มย่อย ดังนี้

17-beta-hydroxy ester derivative ของ testosterone เช่น Testoviron และ Marone
ซึ่งพบว่าใช้ได้ผลดีและสะดวกในการใช้

17-gamma-alkyl derivative ของ testosterone ที่แพร่หลายในประเทศไทย คือ methyl
-testosterone (AndroralTM) แต่กลุ่มนี้ราคาค่อนข้างแพง และมีฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชายไม่แรง
เท่าการฉีด testosterone ester จึงใช้ในรายที่ไม่ต้องการผลจากฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชายเต็มที่
และมีผลเสียต่อตับสูง

Derivative ของ testosterone เช่น Flnoxymesterone (HalotesinTM) mesterolone
(ProvironumTM) ซึ่งก็มีฤทธิ์แรงสู้กลุ่ม testosterone ester ไม่ได้และมีผลเสียต่อตับสูง

2. สำหรับ testosterone ที่ได้จากธรรมชาติ ทั้งชนิดกินและฉีด จะถูกทำลายโดยตับอย่าง
รวดเร็ว จึงไม่เหมาะสมที่จะใช้ในระยะยาว

3. อื่น ๆ เช่น Gonadotropins ซึ่งมีราคาแพงและวิธีใช้ค่อนข้างยุ่งยาก สำหรับการรักษา
ผู้ป่วยที่มีอาการวัยทองด้วยฮอร์โมนนั้น อาจจะพบผลข้างเคียงได้เช่นเกิดสิว, เสียงห้าวขึ้น, ความ
ดันโลหิตสูงเป็นต้น ดังนั้นจึงควรใช้ภายใต้ การควบคุมดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

หนังสืออ้างอิง

1. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2542

2. กอบชัย พัววิไล. ตำราการรักษาต่อมไร้ท่อในผู้ป่วยด้วยยา. 2530: 120-125.

3. รองศาสตราจารย์ ดร.นทีทิพย์ กฤษณามระ. ฮอร์โมนกลไกและการออกฤทธิ์ร่วม.
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2538: 254-264.

4. หะทัย เทพนิสัย และอรษา เทพนิสัย โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิซึม สำหรับ
เวชปฏิบัติ 3.

*+**************************************************************************************+*
การให้ฮอร์โมนทดแทนในชายวัยทอง


การให้ฮอร์โมนทดแทนในชายวัยทอง
โดย พ.อ. ผศ. นพ.ธนบูรณ์ จุลยามิตรพร



ชายวัยทองหรือ ชายสูงอายุที่อยู่ในภาวะพร่องฮอร์โมน เป็นภาวะตามธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายประการรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหลายชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพของผู้ชายวัยทอง แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศนั้นมีมากกว่าฮอร์โมนชนิดอื่นๆ

อาการของผู้ชายวัยทอง ได้แก่

• มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ร่วมกับการลดลงของสติปัญญา ความจำ มีอาการอ่อนเพลีย อารมณ์ซึมเศร้า และหงุดหงิดง่าย
• ปัญหาการนอนหลับ
• การลดลงของมวลกล้ามเนื้อ รวมทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง
• ไขมันที่อวัยวะภายในเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ไขมันในเลือดสูงและเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
• มีขนตามตัวลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง
• มวลกระดูกลดลง เป็นผลให้เกิดกระดูกบาง กระดูกพรุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการดูกหัก
• ปริมาณของเม็ดเลือดแดงลดลง
• ความรู้สึกและความพึงพอใจทางเพศ การแข็งตัวของอวัยวะเพศลดลง

การวินิจฉัย

เนื่องจากมีความแตกต่างของการขาดฮอร์โมนเพศในชายและหญิงวัยทอง คือ ในผู้ชายวัยทองฮอร์โมนเพศจะค่อยๆ ลดลง และไม่ได้ขึ้นกับอายุ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันผู้ชายแต่ละคน บางคนอาจจะเริ่มมีปัญหาตั้งแต่อายุ 40 ปี แต่ผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีบางคนก็ยังมีฮอร์โมนเพศและสุขภาพยังดีอยู่ก็ได้ จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์การวินิจฉัยดังนี้
1. อาศัยอาการ ด้วยการประเมินอาการ 3 ด้าน คือ ด้านร่างกายและระบบไหลเวียน ด้านจิตใจ และด้านเพศ โดยอาศัยแบบสอบถาม ซึ่งช่วยในการคัดกรอง และใช้ในการติดตามผล
2. จากการตรวจเลือด เพื่อหา ฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนชนิดรวม และ sex hormone binding globulin ในช่วงเวลา 7.00-11.00 น. นำผลเลือดทั้งสองมาคำนวณให้ได้ค่าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนอิสระซึ่งมีความแม่นยำกว่าการตรวจ เทสทอสเตอโรนรวม แล้วนำผลมาพิจารณาดังนี้

• ถ้าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนรวมมีค่ามากกว่า 12 นาโนโมลต่อลิตร หรือ 346 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าปกติ ไม่ต้องให้ฮอร์โมนทดแทน ต้องหาสาเหตุอื่น
• ถ้าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนรวมมีค่าน้อยกว่า 8 นาโนโมลต่อลิตร หรือ 231 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าพร่องฮอร์โมน ต้องให้ฮอร์โมนทดแทน
• ถ้าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนรวมมีค่าระหว่าง 12-8 นาโนโมลต่อลิตร จะต้องใช้ค่าฮอร์โมนอิสระมาพิจารณา ถ้ามีค่าน้อยกว่า 180 พิโกโมลต่อลิตร (หรือ 52 พิโกกรัมต่อมิลลิลิตร) ถือว่าพร่องฮอร์โมน ต้องให้ฮอร์โมนทดแทน แต่ถ้ามากกว่า 250 พิโกโมลต่อลิตร (หรือ 72 พิโกกรัมต่อมิลลิลิตร) ถือว่าปกติ

การใช้ฮอร็โมนเพศชายทดแทนในผู้ชายวันทองนั้นเพิ่งมีการนำมาใช้ไม่นานมานี้เอง ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคที่พอจะป้องกันได้ และประวิงเวลาของโรคที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อดีของการให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน

การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนในผู้ชายวัยทองให้เข้าสู่ระดับปกติ โดยไม่สูงเกินไป จะมีประโยชน์เพื่อลดปัญหาที่เกิดในชายวัยทองดังได้กล่าวมาข้างต้น

ข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน

1. เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือว่าสงสัยจะเป็น
2. เป็นมะเร็งเต้านม หรือสงสัยว่าจะเป็น
3. ต่อมลูกหมากโตทีมีอาการอุดตันการปัสสาวะที่รุนแรง
4. มีความเข้มข้นของเลือดมากเกินไป
5. มีการหยุดหายใจขณะหลับ
6. หัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง
7. ต่อมลูกหมากโตอย่างรุนแรง จนมีอาการของการอุดตันทางเดินปัสสาวะ
8. แพ้ฮอร์โมนเพศชาย

รูปแบบของฮอร์โมนเพศชายทดแทน

ฮอร์โมนเพศชายมีอยู่หลายรูปแบบ ได้แก่ ชนิดรับประทาน ชนิดฉีด ชนิดทาผิวหนัง ชนิดแปะที่อัณฑะ ชนิดแปะผิวหนัง และฝั่งใต้ผิวหนัง แพทย์จะเลือกให้ฮอร์โมนเพศทดแทนที่ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติใกล้เคียงธรรมชาติ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ประเทศไทยมีฮอร์โมนเพศชายทดแทนเพียง 2 รูปแบบ คือ ชนิดรับประทาน และชนิดฉีดเท่านั้น ในระยะหลังมียาฉีดที่มีฤทธิ์นานประมาณ 3 เดือนซึ่งทำให้สะดวกมากขึ้น

การติดตามชายวัยทองที่ได้รับฮอร์โมนทดแทน

การตรวจก่อนเริ่มต้นให้ฮอร์โมนและการตรวจซ้ำเมื่อครบทุกปี นอกจากการตรวจฮอร์โมนเพศเพื่อการวินิจฉัยภาวะพร่องฮอร์โมน แล้วควรตรวจ

1. การตรวจเพื่อคัดกรองหาโรคในผู้สูงอายุทั่วไป เช่น ดัชนีมวลกาย สัดส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก ความดันโลหิตสูง ความเข้มข้นของเลือด เบาหวาน ไขมันในเลือด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ ถ้าหากไม่มีปัญหาค่าใช้จ่ายก็อาจจะตรวจความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มเติม
2. ประเมินพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับวัฒนะธรรมของชุมชน

การตรวจติดตามเป็นระยะ

1. โรคที่ตรวจพบและให้การรักษา เช่น ไขมันเลือดผิดปกติ เป็นต้น
2. ผู้ที่ตัดสินใจใช้ฮอร์โมนทดแทน ควรได้รับการตรวจ ความเข้มข้นของเลือด และพีเอสเอ (เพื่อคัดกรองหามะเร็งของต่อมลูกหมาก) ทุก 3 เดือน

สรุป

เนื่องจากการให้ฮอร์โมนเพศทดแทนยังเป็นเรื่องใหม่ รวมทั้งมีทั้งข้อดีและเสียเช่นเดียวกับ การรักษาทุกชนิด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้การดูแลภายใต้การดูแลของแพทย์ อีกทั้งในขณะนี้ยังคงมีการวิจัยเกี่ยงกับผู้ชายวัยทองอยู่อย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐาน แนวทางการดูแลที่ต่างไปจากที่กล่าว ณ ที่นี้ก็เป็นได้





เอกสารอ้างอิง
Lunenfeld B, Saad F, Hoesl CE. ISA, ISSAM and EAU recommendations for the investigation, treatment and monitoring of late-onset hypogonadism in males: scientific background and rationale. Aging male 2005;8:59-74.
Nieschlag E, Swerdloff R, Behre HM, Gooren LJ, Kaufman JM, Legros JJ et al. Investigation, treatment and monitoring of late-onset hypogonadism in males. Aging male. 2005; 8:56-8.




หากคุณเป็นชายที่เข้าสู่วัยทอง (อายุ 50 ปีขึ้นไป)
หรือเป็นชายอายุ 40- 50 ปี แต่ มีอาการแบบนี้ …



1. ขาดสมาธิในการทำงาน ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
2. เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
3. ความแข็งแรงและความมีพละกำลังลดลง ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
4. เตี้ยลง หลังค่อม ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
5. ขาดความสดชื่นในชีวิต ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
6. ซึมเศร้า เหงาหงอย ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
7. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
8. ความต้องการทางเพศลดลง ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
9. นอนหลับแบบหมดเรี่ยวแรง ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่
10. ความสามารถในการเล่นกีฬาลดลง ( ) ใช่ ( ) ไม่ใช่




ถ้าคุณตอบว่าใช่ในข้อ 7 และ ข้อ 8 เพียงข้อเดียว
หรือใช่ในข้ออื่น ๆ รวม 3 ข้อ
แสดงว่าคุณอาจ…..มีฮอร์โมนเพศชายไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย




ReviewReviewReviewReviewReviewGoooooooooooooooooooood TipsJun 7, '08 1:48 AM
for everyone
Category:Books
Genre: Cooking, Food & Wine
Author:(non)

เพิ่มระบบเผาผลาญเพื่อลดอ้วน


ระบบเผาผลาญเป็นวิธีที่ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารมาใช้ในการทำงานของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและเอ็นไซม์หลายชนิดในร่างกาย ระบบการเผาผลาญจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolic rate)ซึ่งถ้าอัตราการเผาผลาญสูง ร่างกายจะเผาผลาญอาหารได้ดี แต่ถ้าอัตราการเผาผลาญต่ำจะทำให้เพิ่มน้ำหนักตัวได้เร็วหรือลดน้ำหนักได้ยาก แต่ละคนมีประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงานแตกต่างกัน ซึ่งอัตราการเผาผลาญของร่างกายมาจากพลังงาน 3 ส่วนคือ
พลังงานพื้นฐานที่ใช้ในการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย
พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวหรือออกแรง
พลังงานที่ใช้ในการย่อยอาหาร
การปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคและการใช้พลังงานจึงมีผลต่อระบบการเผาผลาญของร่างกายได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อระบบเผาผลาญ ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง วิถีการดำเนินชีวิตและองค์ประกอบของร่างกาย (ปริมาณของมวลกล้ามเนื้อ) โดยธรรมชาติระบบการเผาผลาญของคนเราจะลดลงประมาณ 5% ทุกๆ 10 ปี โดยเริ่มหลังจากอายุ 40 ปี ขณะอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไร เพศชายจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเพศหญิง คนที่มีกล้ามเนื้อมากก็จะมีระบบการเผาผลาญสูงกว่าคนที่มีไขมันมาก เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ขยันใช้พลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมันซึ่งเปรียบได้กับเซลล์ขี้เกียจ และท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้แต่ละคนตั้งแต่เกิดคือพันธุกรรม ซึ่งถูกโปรแกรมมาแล้วทำให้คนเรามีระบบเผาผลาญแตกต่างกันไป นอกจากนี้ โรคบางชนิด เช่น ไทรอยด์(ทำงานน้อย)ก็ทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลงได้

ทำไมน้ำหนักทรงตัวหลังลดความอ้วน
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเรื่องนี้ว่า ขณะที่เราอ้วน ระบบการเผาผลาญยังสูงอยู่ ฉะนั้นเมื่อลดแคลอรีจากอาหารลงมาแม้เพียงเล็กน้อย จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลง และหลังจากที่สูญเสียเซลล์ไขมันและเซลล์กล้ามเนื้อไปพร้อมกับการสูญเสียน้ำในระยะแรก ระบบเผาผลาญจะลดต่ำลง ร่างกายจึงต้องการพลังงานในการทำงานน้อยลง

ทุกๆ 1/2 กิโลของเซลล์กล้ามเนื้อที่ลดลง จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานลดลงประมาณ 9 แคลอรี นี่เองเป็นเหตุผลว่า คนที่ลดน้ำหนักจึงอ้วนขึ้นได้ง่ายในเวลาต่อมาถ้าไม่ควบคุมต่อเนื่อง นอกจากนี้ พลังงานที่ร่างกายต้องการจากอาหารก็จะลดน้อยลงไปอีก นั่นหมายถึงว่าปริมาณอาหารที่รับประทานจะต้องน้อยลงตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น นายแดงและนายดำมีน้ำหนักเท่ากันคือ 112 กิโลกรัม โดยที่น้ำหนักเดิมของนายแดงคือ 156 กิโลกรัม ส่วนนายดำหนัก 112 กิโลกรัมมาตลอด นายแดงผู้ลดน้ำหนักโดยการจำกัดอาหารจึงมีระบบเผาผลาญลดลง ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงกว่านายดำทั้งๆที่มีน้ำหนักเท่ากัน

ดังนั้น การที่มีน้ำหนักเท่ากันจึงไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องการพลังงานเท่ากันเสมอไป หากผ่านการลดน้ำหนักมาก่อน จึงต้องควบคุมการกินอาหารให้น้อยลงไปให้ได้อย่างต่อเนื่อง

6 วิธีกิน เพิ่มระบบเผาผลาญ

1 กินบ่อยแต่แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ การกินอาหารวันละ 4-6 มื้อ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น คนที่ทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อต่อมื้อนานเกินไป ระบบเผาผลาญจะปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินมื้อใหญ่เกินไป ระบบเผาผลาญจะทำงานเสมือนว่าคุณกำลังอดอยาก จึงสงวนแคลอรีทั้งหมดที่กินไว้เพื่อสะสมเป็นเสบียงยามขาดแคลน

2 ห้ามอดมื้อเช้า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆจะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อจะทำงานได้ทั้ง 24 ชั่วโมง ดังนั้น การอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายเข้าสู่ระบบสงวนพลังงาน โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานอย่างเต็มที่ในรูปของไขมัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพได้แก่ ข้าว(ซ้อมมือ)ต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว

3 เพิ่มอาหารโปรตีน โดยปกติ อาหารจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญ หลังจากที่กินไปแล้ว 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ทำงานได้ดีที่สุด แต่อาหารโปรตีนต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 25% ในการย่อย ฉะนั้นอาหารว่างที่มีโปรตีนสูงจึงทำให้การเผาผลาญทำงานได้ดีกว่า(เล็กน้อย)เมื่อเทียบกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง(โดยที่มีแคลอรีเท่าๆ กัน) แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่สรุปว่าอาหารชนิดใดจะมีผลพิเศษในการเพิ่มระบบเผาผลาญ

4 เติมเครื่องเทศรสเผ็ด มีงานวิจัยว่า พริกหรืออาหารรสจัดสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลาถึง 30 นาที งานวิจัยในสตรีชาวญี่ปุ่นรายงานว่า พริกสีแดงช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อกินพริกแดงกับอาหารไขมันสูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยขนาดเล็ก พบว่านักกีฬาชายที่กินพริกแดงกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง มีอัตราระบบเผาผลาญสูงขึ้นทั้งขณะที่มีกิจกรรมและไม่มีกิจกรรม หลังการกินอาหาร 30 นาที แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเพิ่มการทำงานได้นานแค่ไหน ผลดีของการกินพริกคือช่วยให้กินผักได้เพิ่มขึ้น แต่ผลการเพิ่มอัตราการเผาผลาญนั้นเพียงเล็กน้อย จึงต้องใช้ความพอดีในข้อนี้ให้มาก

5 ดื่มน้ำตลอดวัน น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่ง หากดื่มน้ำน้อยไประบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหาร โดยตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะนำไปใช้ในหน้าที่อื่นๆ เช่น เผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำเย็นๆจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยจากการที่ร่างกายต้องรักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระ EGCG (epigallocatechin gallate) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหาร จะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญ 24 ชั่วโมงได้ 4 % (คาเฟอีนเพียงอย่างเดียวไม่แสดงผลนี้) แม้ชาเขียวจะกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดีกว่าและนานกว่ากาแฟ แต่การดื่มชาเขียวโดยไม่ควบคุมปริมาณอาหารที่กินตลอดทั้งวัน ก็ไม่อาจช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

6 เลี่ยงน้ำตาลและของหวาน การกินของหวานมากๆ จะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้ น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย

ปัจจัยเสริมเร่งการเผาผลาญ

ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้นๆ และยกน้ำหนักที่จะสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญในระยะยาว ถ้าเรายิ่งสร้างกล้ามเนื้อมากเท่าไร อัตราการเผาผลาญ(ขณะที่อยู่เฉยๆ) ก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเซลไขมัน

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค 30 นาที อาจเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการยกน้ำหนัก 30 นาที แต่การยกน้ำหนักกลับจะเพิ่มให้ระบบเผาผลาญทำงานได้นานกว่า ฉะนั้นกฏข้อหนึ่งของการลดน้ำหนักคือ การออกกำลังกายควบคู่กันไปกับการควบคุมอาหารจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายให้มากขึ้น และคงน้ำหนักที่ลดลงได้

ผู้หญิงบางคนกลัวว่าการออกกำลังกายจะทำให้มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ดูแล้วไม่สวยงาม แต่ที่จริงผู้หญิงไม่มีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone)มากพอที่จะทำให้กล้ามเนื้อใหญ่เหมือนผู้ชายได้ขนาดนั้น จึงไม่น่าเป็นข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกาย

ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้วนได้ โดยเฉพาะอ้วนลงพุง เพราะความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมีผลให้ระบบเผาผลาญลดลง และที่สำคัญนอนให้เพียงพอ การวิจัยพบว่าผู้ที่นอนน้อยกว่าวันละ7-8 ชั่วโมงจะอ้วนได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีสภาวะเครียดเพิ่มขึ้น




Category:Books
Genre: Romance
Author:(none)
เขียน กลอนเล่น เมื่อ หลายปีก่อน....แบบ ว่า รมสุนทรี + ปากหมา ว่างั้น

กลัวหายไป กับสายล เก็บเข้าบ้านก่อนดีก่าตรู..........

*+*+*+*+*++++++++++++++++++++++++++++++++++*+*+*+


Stop Stop Stop
ดาหลา & ปะการัง
หยุด หยุด หยุด

ทำให้ ฉัน....หลงใหล ใน ตัวเธอเสีย ทีสิ

หยุด หยุด หยุด

ทำให้ฉัน คิดถึงเธอ ได้ไหม

หยุด หยุด หยุด

ทำให้ฉันเชื่อ ในตัวเธอเสียที

หยุด หยุด หยุด

สะกด หัวใจ ฉันให้ อยู่ เป็นทาสเธอ เสียที

หยุด หยุด หยุด

ฉันยอมแพ้ พ่ายแพ้ ต่อ ความรัก ของเธอ

หยุด หยุด หยุด

ฉันจะหยุด ทุก ๆ อย่าง อยู่เพียง เธอ.....



จง จง จง

เปิด เผยตัวตนของเธอ ให้ฉันรู้

จงจงจง

มอบหัวใจ ของเธอ ให้ฉันเพียงผู้เดียว

จง จง จง

เปิด ประตูหัวใจ ของเธอตอนรับฉัน

และ.................

จง จง จง

ปิด ลง เมื่อฉัน เข้าไป อยู่ข้างในหัวใจเธอ

จง จง จ ง

มีฉันมีเราเท่านั้น

จงหยุด ที่จะมอง และจงหยุด ค้นหา ผู้อื่น

นอกจาก ฉัน.............นะ ที่รัก



ดาหลา & ปะการัง



แต่งเมื่อ 05 ก.ย. 47 - 14:03


Category:Books
Genre: Cooking, Food & Wine
Author:(none)
เป็นการจำสูตร มาจาก คุณ บงกช เมื่อคืน ว่า ให้ หาไก่ตอนตัวเขื่องๆ ๆ ล้าง ล้วงตับไต ให้ สะอาด แล้ว

นำ พริกไทยดำ + กระเทียม + รากผักชี โขลก ละเอียด น้ำมา ผัด บนไฟ ใส่น้ำตาล เคี่ยวให้ กลายเป็นน้ำเชื่อม แล้วเคี่ยวไป ให้ได้รส ตามที่ชอบ ออก หวาน เล้กน้อย

แล้วนำมากรอง ผ้าขาวบาง ได้น้ำปรุงรส
หลังจากนั้น ทำตัวเป็นหมอ เถื่อน เลย รักษาไข้หวัดนก ด้วยการ นำ น้ำ ปรุงรส นี้ ฉึดเข้าไป ในเนื้อไก่ ทุกมุม เลย แล้ว เอาหมัก ไว้แบบนั้น สัก 2 ชั่วโมงก็นำมาย่างไฟ ฮ่า อิ๊วววววววววววววววววววววววววววววววว

หิว ฟ้อย


ReviewReviewReviewReviewReviewMRI ( MAGNATIC RESONANCE IMAGING )Feb 13, '08 8:15 AM
for everyone
Category:Books
Genre: Reference
Author:(none)
MRI คือ อะไร

MRI คือ เครื่องตรวจร่างกายโดยการสร้างภาพเหมือนจริง ของส่วนต่างๆของร่างกาย โดยใช้สนามแม่เหล็กความเข้มสูง และคลื่นความถี่ในย่านความถี่วิทยุ(Radio Frequency) ด้วยการส่งคลื่นความถี่เข้าสู่ร่างกาย และรับคลื่นสะท้อนกลับ นำมาประมวลผลและสร้างเป็นภาพ ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถให้รายละเอียดและความคมชัดเสมือนการตัดร่างกายออกเป็นแผ่นๆ ทำให้แพทย์สามารถมองจุดที่ผิดปกติในร่างกายคนเราได้อย่างละเอียด โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆต่อผู้รับการตรวจ

ความเป็นมาของ MRI

ภายหลังจากที่ได้มีการสร้างภาพตัดขวางของร่างกาย เพื่อให้เห็นรายละเอียดของอวัยวภายในที่เรียกว่า เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีศัพท์ทางเทคนิคว่าเครื่องคอมพิวเตด โทโมกราฟ : ซี.ที. (Computed tomography: CT) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้มาก อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นภาพของเนื้อเยื่ออ่อน อาจเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจน นอกจากนั้นเครื่อง ซี.ที.สมัยนั้นสามารถสร้างภาพแต่ตามแนวตัดขวางเท่านั้น จึงอาจเห็นรายละเอียดของอวัยวะ บางอย่างไม่ชัดเจน

จากข้อจำกัดบางอย่างของ CT จึงได้มีการนำเครื่องถ่ายภาพอวัยวะโดยอาศัยพลังแม่เหล็กมาใช้ ซึ่งเครื่องดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า เครื่องแมกเนติค เรโซนานซ์ อิเมจจิง: เอ็ม.อาร์.ไอ. (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ที่สามารถถ่ายภาพของเนื้อเยื่ออ่อนได้ชัดเจนดี ซึ่งสามารถให้รายละเอียดและความคมชัดเสมือนการตัดร่างกายออกเป็นแผ่นๆ ทำให้แพทย์สามารถเห็นรายละเอียดของอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น สามารถมองจุดที่ผิดปกติในร่างกายคนเราได้อย่างละเอียด อีกทั้งสามารถถ่ายภาพอวัยวะตามระนาบต่างๆ ได้ทั้งตามแนวยาวหรือตามแนวเฉียง เครื่อง MRI นี้ไม่มีรังสี สามารถตรวจได้ทุกวัยแม้เด็กแรกเกิดหรือหญิงมีครรภ์

MRI ถูกค้นพบใน ค.ศ.1946 โดยนักฟิสิกส์ 2 กลุ่ม ที่ทำงานแยกกัน ไม่เกี่ยวข้องกันเลย คือ เพอร์เซล (Edward Purcell) และคณะ กับ บลอซ(Felix Bloch) การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ของนักฟิสิกส์ 2 กลุ่มนี้ นำไปสู่การใช้งานที่กว้างขวาง ทั้งทางด้านการวิเคราะห์ทางเคมี ทำให้ทราบเกี่ยวกับ การจัดเรียงตัวของโมเลกุลในสารประกอบ ด้านฟิสิกส์ นำไปใช้ศึกษา การเคลื่อนตัวของโมเลกุล (Molecular motion) ดังนั้น ค.ศ 1952 ทั้ง บลอซ และเพอร์เซล จึงได้รับรางวัลโนเบลสาขา ฟิสิกส์ ร่วมกัน

ค.ศ. 1971 MRI เริ่มเข้ามามีบทบาททางด้านการแพทย์ โดยนายแพทย์เรมอนด์ ดามาเดียน(Raymond Damadian) ชาวอเมริกัน โดยนำมาใช้ตรวจสอบความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติ และเนื้องอกรุนแรง ปรากฏว่าMRI สามารถแยกเนื้อเยื่อปกติ ออกจากเนื้องอกรุนแรงได้อย่างเด็ดขาด

ค.ศ. 1973 เลาเตอร์เบอร์ (Lauterbur) เป็นบุคคลแรกที่พยายามสร้างภาพชิ้นบางๆของแฟนตอม ที่ทำเป็นหลอดบรรจุน้ำขนาดเล็ก โดยใช้ MRI สำเร็จ ภาพที่สร้างขึ้นเป็นการแสดงความหนาแน่นของโปรตอน(Proton density)


ค.ศ. 1976 แมนฟิลด์(Professor Sir Peter Mansfield)และแมดส์เลย์ ใช้ MRI เพื่อสร้างภาพมนุษย์ที่มีชีวิตได้เป็นครั้งแรก และพัฒนาจนกระทั่งสามารถสร้างภาพได้ตลอดทั้งลำตัว และปัจจุบัน MRI นับว่าเป็นเทคนิค การสร้างภาพที่ให้ภาพในการวินิจฉัยโรคได้ชัดเจนดี

ทั้ง เลาเตอร์เบอร์ (Lauterbur) และ แมนฟิลด์(Professor Sir Peter Mansfield) ได้รับรางวัลโนเบลสาขา การแพทย์ในปี ค.ศ 2003

ค.ศ. 1987 Charles Dumoulin ได้สร้างภาพเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดที่เรียกว่า Magnetic Resonance Angiography (MRA)

MRI มีชื่อเดิมคือ Nuclear Magnetic Resonance Imaging แต่ต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น Magnetic Resonance Imaging (MRI)เนื่องจากเกรงว่าคนทั่วไปจะเข้าใจผิดว่า ใช้รังสี (radioactive) ซึ่งในความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ไม่ได้ใช้ x-rays เหมือนกับ CT-scan และไม่ได้ฉีดสาร nuclear element เครื่องตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลายและรวดเร็วมากที่สุดเทคโนโลยีหนึ่ง ล่าสุดจากการสำรวจในปี 2002 พบว่ามีเครื่องตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) ทั่วโลก 22,000 เครื่อง และมีการตรวจด้วยเครื่องมือดังกล่าวรวมทั้งสิ้นมากกว่า 60 ล้านครั้ง


ส่วนประกอบของ MRI
เครื่อง MRI ประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน คือ

แม่เหล็กที่มีกำลังสูงมาก แม่เหล็กที่นำมาใช้มีได้หลายแบบ ในระยะแรกได้ใช้การสร้างแม่เหล็กโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ไหลเข้าไปในขดลวด แม่เหล็กชนิดนี้มีน้ำหนักประมาณ 5 ตัน แต่สนามแม่เหล็กมีความแรงน้อยคือ 0.2 เทสลา ต่อมาจึงได้ สร้างเป็นแม่เหล็กถาวร แต่มีน้ำหนักมากคือประมาณ 100 ตัน ความแรงของสนามแม่เหล็กเพิ่มขึ้นเป็น 0.3-0.6 เทสลา ดังนั้น ในระยะหลังจึงได้พัฒนาเป็นแม่เหล็กที่เป็นแบบ ซูเปอร์คอนดัคทิพแมกเนต (Superconductive magnet) โดยใช้ขดลวดซึ่งทำด้วยโลหะผสม เช่น นิโอเบียม ไททาเนียม : เอ็น.บี.ที.ไอ. (Niobium Titanium : NbTi) แต่ให้ทำงานที่อุณหภูมิต่ำมากคือ -280องศาซ. จึงต้องใช้ฮีเลียมและไนโตรเจนเหลว แม่เหล็กประเภทนี้มีกำลังสูงมาก คือ สามารถสร้างให้มีกำลังสูงถึง 2.0 เทสลาได้ (1 tesla = 10,000 times of gravity, USA’s standard)
ขดลวดที่ปล่อยสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนระดับได้ ขดลวดนี้บรรจุอยู่ในโพรงของแม่เหล็กที่มีกำลังสูง และอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมสวิตช์เพื่อเปิดปิดให้ไฟฟ้าเข้าไปในขดลวดดังกล่าว เพื่อเปลี่ยนระดับของแรงแม่เหล็กตามต้องการ ขดลวดนี้ทำหน้าที่สร้าง สนามแม่เหล็กให้แก่เนื้อเยื่อที่ต้องการจะสร้างภาพ โดยการปรับสนามแม่เหล็กทำให้สามารถสร้างภาพที่ระนาบหนึ่งระนาบใดตามต้องการ อาจเป็นภาพตัดขวาง ตัดตามยาว หรือตัดตามเฉียง โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าทางของผู้ป่วยและต้องการสร้างภาพตัดให้เป็นแผ่นหนาและบางได้
ขดลวดที่ทำหน้าที่ปล่อยและรับคลื่นวิทยุ ขดลวดนี้ทำหน้าที่ปล่อยคลื่นวิทยุเพื่อส่งเข้าไปยังบริเวณอวัยวะที่ต้องการถ่ายภาพ เช่น อาจวางไว้ที่ศีรษะหรือแขนขา และมีขดลวดที่ทำหน้าที่รับคลื่นวิทยุเพื่อนำไปสร้างภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ขดลวดที่ทำหน้าที่ส่งและรับคลื่นวิทยุอาจสร้างเป็นขดแยกกัน หรืออาจใช้ขดเดียวกันก็ได้
คอมพิวเตอร์ นำข้อมูลของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ได้จากการปล่อยของเนื้อเยื่อมาสร้างภาพโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปเครื่องจะสร้างภาพโดย การตรวจรับข้อมูลของคลื่นวิทยุจากเนื้อเยื่อประมาณ 256 แห่ง การเพิ่มความชัดเจนของภาพ (image contrast) ของเครื่อง MRI นั้นขึ้นอยู่กับคุณลักษณะจำเพาะของเนื้อเยื่อ
หลักการทํางานของ MRI

หลักการทำงานของเครื่อง MRI ภาพที่ได้จากเครื่อง MRI นั้นเกิดจากอิทธิพลของสนามแม่เหล็กต่อการจัดเรียงตัวของอะตอมที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อ โดยที่อะตอมของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในน้ำและไขมันของร่างกาย ซึ่งตามปกติจะมีการจัดเรียงตัวไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี สามารถทำให้อะตอมดังกล่าวจัดเรียงตัวเป็นระเบียบโดยอำนาจแม่เหล็ก ดังนั้น ในการตรวจวัดดังกล่าว เมื่อให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กที่มีกำลังสูงอะตอมของโปรตอนจะจัดเรียงตัวกันเป็นระเบียบ เมื่อทำการกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุการจัดเรียงตัวของโปรตอนเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อหยุดกระตุ้นโปรตอนก็จะกลับมาเรียงตัวในสภาพปกติ และปล่อยสัญญาณของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความถี่เท่ากับความถี่ของคลื่นวิทยุที่ปล่อยเข้าไปกระตุ้น สามารถบันทึกคลื่นวิทยุที่โปรตอนของเนื้อเยื่อปล่อยออกมา และนำมาสร้างเป็นภาพของอวัยวะนั้นๆได้โดยระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่เนื้อเยื่อที่มีอะตอมของไฮโดรเจนน้อยเช่น กระดูก จะแสดงภาพเป็นสีดำ ส่วนเนื้อเยื่อที่มีไฮโดรเจนมากเช่น เนื้อเยื่อไขมัน จะแสดงภาพเป็นสีขาวกว่า ทำให้ MRI สามารถสร้างภาพเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี ยังสามารถสร้างภาพหลอดเลือด หรือทางเดินน้ำดีได้โดยไม่ต้องฉีดสี



ข้อบ่งชี้และข้อดีในการใช้ MRI

MRI สามารถให้ภาพที่แยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจน ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถทำการตรวจได้ในทุกๆระนาบ ไม่ใช่เฉพาะแนวขวางอย่างเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก (non bony parts) คือเนื้อเยื่อ (soft tissues) โดยเฉพาะ สมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย ( CT scan ดูภาพกระดูกได้ดีกว่า )
ใช้ได้ดีกับ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและกล้ามเนื้อ
สามารถตรวจเส้นเลือดได้โดย ไม่ต้องเสี่ยงกับการฉีดสารทึบรังสี และการสวนสายยางเพื่อฉีดสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ยังสะดวกสบายกว่าเพราะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆทั้งก่อนและหลังการตรวจ คนไข้สามารถกลับบ้านได้ทันทีที่ตรวจเสร็จ
ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหมือนใน CT scan เพราะไม่ใช้คลื่นรังสี
ปัจจุบันได้มีการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคของกระดูกและข้อเป็นจำนวนมาก การตรวจ MRI จะเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในโพรงกระดูก หรือไขกระดูกได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอกภายในกระดูก MRI จะสามารถบอกขอบเขตของโรคได้ถูกต้องแม่นยำ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษา โรคของกระดูกบางอย่างเช่น การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวของกระดูกต้นขา MRI เป็นการตรวจที่ไวที่สุด สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ แม้ภาพเอ็กซ์เรย์ธรรมดายังปกติอยู่ ข้อที่มีการตรวจ MRI มากที่สุด คือ ข้อเข่า รองลงมา คือ ข้อไหล่ เมื่อสงสัยว่าจะมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนภายในข้อ การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา อาจเห็นเพียงเงาของน้ำในข้อ แต่ MRI จะเห็นส่วนประกอบต่างๆภายในข้อได้อย่างชัดเจน และบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีการบาดเจ็บต่อส่วนประกอบเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
ข้อพึงระวังก่อนเข้ารับการตรวจ MRI

นับตั้งแต่ที่มีการใช้ MRI ไม่พบ รายงานถึงผลข้างเคียง แต่การใช้ MRI ก็มีข้อควรระวัง ดังนี้

ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่กลัวที่จะอยู่ในที่แคบๆ ไม่สามารถนอนในอุโมงค์ตรวจได้ (claustrophobic) เพราะ MRI มีลักษณะเป็นโพรง
ควรหลีกเลี่ยงในรายที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น
ผู้ที่ผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในโรคเส้นเลือดโป่งพอง (Aneurism Clips ) (คลิปรุ่นใหม่มักเป็นรุ่น MRI compatible สามารถตรวจ MRIได้)
metal plates ในคนที่ดามกระดูก
คนที่เปลี่ยนข้อเทียม
คนที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม (Artificial Cardiac valve)
ผู้ที่ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ
ผู้ที่ผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมภายในหู
ผู้ป่วยที่ใส่ Stent ที่หลอดเลือดหัวใจต้องสอบถามจากแพทย์ที่ใส่ Stent ว่าเป็น Stent ชนิดใดจะทำ MRI ได้หรือไม่หรือต้องรอกี่สัปดาห์ค่อยทำ ปัจจุบัน Stent ที่หลอดเลือดหัวใจถ้าเป็นรุ่น MRI compatible สามารถทำได้ทันทีไม่มีผลเสียใดๆ
ควรหลีกเลี่ยงในคนที่ เตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัด สมอง ตา หรือ หู ซึ่งจะต้องฝัง เครื่องมือทางการแพทย์ไว้ (medical devices)
ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตา และสงสัยว่าจะมีโลหะชิ้นเล็กๆกระเด็นเข้าไปในลูกตาหรือมีอาชีพเกี่ยวข้องกับโลหะ และมีความเสี่ยงต่อการมีโลหะชิ้นเล็กๆ กระเด็นเข้าลูกตา ซึ่งถ้าเข้าไปอยู่ในสนามแม่เหล็กอาจมีการเคลื่อนที่ของโลหะชิ้นนั้นก่อให้เกิดอันตรายได้ (การถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดาของตาจะช่วยบอกได้ว่ามีหรือไม่มีโลหะอยู่ในลูกตา)
ใส่เหล็กดัดฟัน ถ้าต้องทำ MRI ตรวจในช่วงบริเวณ สมองถึงกระดูกคอควรต้องถอดเอาเหล็กดัดฟันออกก่อน เพราะจะมีผลต่อความชัดของภาพ
ผู้ที่ รับการตรวจร่างกายด้วย MRI จะต้องนำโลหะต่างๆออกจากตัว เช่น กิ๊ฟหนีบผม ฟันปลอม ต่างหู เครื่องประดับ ATM บัตรเครดิต นาฬิกา thumbdrive Pocket PC ปากกา ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้ สิ่งของได้รับความเสียหาย และอาจถูกฉุดกระชาก นอกจากนี้ยังทำให้ภาพที่อยู่บริเวณโลหะไม่ชัด
ไม่ควรใช้อายชาโดว์ และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะ ทำให้เกิดเป็นสิ่งแปลกปลอมในภาพได้
จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่พบว่าการตรวจ MRI มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆไม่ควรตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
ห้องตรวจ MRI มีสนามแม่เหล็กแรงสูงตลอดเวลา มีผลต่อการทำงานของเครื่องมือที่ไวต่อแม่เหล็ก เช่น เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ ดึงดูดวัตถุที่เป็นโลหะทุกชนิดที่เหนี่ยวนำแม่เหล็ก เช่น เหล็กโลหะอื่น ๆ ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก ลบข้อมูลจากเทปแม่เหล็ก การ์ดที่ใช้แถบแม่เหล็ก เช่น ATM , บัตรเครดิต , นาฬิกา , thumbdrive หรือ พวกเครื่อง Pocket PC

ขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ MRI



หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเพื่อที่พร้อมสำหรับการตรวจ ผู้รับการตรวจจะได้รับการพาเข้าสู่ห้องตรวจ
ผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงตรวจ และมีการทำเครื่องจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กมาวางบนร่างกาย โดยน้ำหนักโดยรวมของเครื่องจับสัญญาณนี้ประมาณ 1 กิโลกรัม
ผู้รับการตรวจนอนสบายๆ นิ่งๆ บนเตียงตรวจ และทำตามเสียงที่บอก เช่น ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นใจ หรือว่าอย่ากลืนน้ำลาย
ตัวเราจะเคลื่อนไปยังศูนย์กลางของสนามแม่เหล็ก เราอาจจะรู้สึกสั่นสะเทือนและไถลเล็กน้อยระหว่างที่มีการถ่ายภาพ
ขณะตรวจ จะมีเสียงดังเป็นระยะๆ จะมีฟองน้ำอุดหู เพื่อลดเสียง (ต้องการฟังเสียงขณะเครื่องทำงาน คลิ๊กที่นี่ )
คนไข้บางคนจะต้องได้รับการฉีดสีเพื่อทำการตรวจร่างกายเฉพาะส่วน สารเหล่านี้เรียกว่า contrast agent สารเหล่านี้มีความปลอดภัย เพราะไม่ใช่ สาร iodine เหมือนใน CT scan
ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมด 1 ชั่วโมง
แพทย์จะดูภาพที่ได้จากการตรวจ และรายงานในเบื้องต้นพร้อมคำแนะนำให้ผู้รับการตรวจทราบหลังจากที่ตรวจเสร็จ



Category:Books
Genre: Cooking, Food & Wine
Author:(none)
ว่าไป เป็นความ คิดที่ มีมายนาน มาก พอ นะ สำหรับการทำ สูตรอาหารเบาหวาน
สำหรับผู้เป็นเบาหวาน อยาก ให้ มีชีวิต ในการเลือก รับประทานอาหาร ได้เหมือนๆ คนธรรมดา กะเค้า ผู้ ป่วยเป็นเบาหวาน น่า เอ็นดู และสงสารนะ ทานอะไรได้แต่ ไม่ไมก นัก ....
จึง อยาก แนะนำ ให้ ลองทำตามนี้นะคะ

** ไม่ได้ เป็นการโฆษณา อาหารทางการแพทย์ แต่อย่าง ใด **

1. เราจะ ลองทำ เต้าเจียวหลนกับผักสด ๆๆ สูตรนี้ สำหรับ ทาน 5 ท่าน

เครื่องปรุง
หมูบด 1 ขีด
เต้าเจียว ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ....* หากเค็ม ให้ลดจำนวนลง**
หอมแดง หัน ประมาณ 5-6 หัว
ตะใคร้ หั่นฝอย ประมาณ 1/2 ถ้วย
น้ำเปล่า 500 ซีซี
พริกชี้ฟ้า นิดหน่อย
เกลือป่น นิดหน่อย
น้ำมะขามเปียก นิดหน่อย
ใช้อาหารทางการแพทย์ 10 ช้อนตวง
ไข่ไก่ 1 ฟอง
ผักสด ประเภท แตงกวา ผักกาดขาว

วิธีทำ
1. นำเต้าเจี้ยว โขลก ให้ละเอียด แล้ว โขลก หอมแดง พอแหลก ตัก ไว้ ก่อน
2. นำอาหารทางการแพทย์ 10 + น้ำ 200 ไว้ก่อน
3. ละลายเครื่องที่โขลกไว้ ในน้ำ 300 ซีซี คน ผสม ให้เข้ากัน ลงในกระทะ ไฟอ่อน แล้วต้มไป จนเดือด ใส่หอมแดงที่เหลือ ที่หั่น เป็นพอคำ ไว้ + พริกชี้ฟเดง ปรุงรส ให้ มี หวาน เค็ม เปรี้ยว ด้วย น้ำมะขา เกลือ
4. นำ อาหารทางการแพพทย์ ที่ เหลือ 200 ซีซี เทลง ไป ในกะทะ คนให้เข้ากัน จนเดือด ตกฃอกไข่ลงไ ปในกะทะ คน ให้ ไข่ เข้ากัน แล้ว ยกลง

รับประทานกับ ผักสด แช่เย็นๆๆ อร่อยมากหล่ะ

สูตรนี้ เป็นของ ทีมโภชนาการของ บริษัท อาหารทางการแพทย์
เจ้าของสูตร คือ อ.ยิ่งศักดิ์ ขอ ขอบพระคุณค่ะ

Category:Books
Genre: Reference
Author:(none)
เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการไหว้พระ - ทำบุญ - ใส่บาตร

--------------------------------------------------------------------------------




เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย
ครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยนั้น ชาวพุทธไทยเราทั้งหลาย นิยมนำมาบูชาเป็นประจำเสมอ ในการประกอบพิธีกรรม ในทางพระพุทธศาสนาทั้งงานมงคล และงานอวมงคลมี ๓ อย่างคือ :-
๑. ธูป
๒. เทียน และ
๓. ดอกไม้
ธูปสำหรับบูชาพระพุทธเจ้า
ธูปนั้น สำหรับบูชาพระพุทธเจ้า นิยมจุดบูชาครั้งละ ๓ ดอก เป็นอย่างน้อย โดยมีความมุ่งหมายว่า พระพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงมีพระคุณเป็นอันมาก ยากที่จะพรรณนาให้สิ้นสุดได้ แต่เมื่อประมวลกล่าวเฉพราะพระคุณ ที่เป็นใหญ่เป็นประธานแห่งพระคุณทั้งปวง คงมี ๓ ประการ คือ:- ธูปนั้น สำหรับบูชาพระพุทธเจ้า นิยมจุดธูปบูชาครั้งละ ๓ ดอก เป็นอย่างน้อย โดยมีความมุ่งหมายว่า พระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงมีพระคุณเป็นอันมาก ยากที่จะพรรณนาให้สิ้นสุดได้ แต่เมื่อประมวลกล่าวเฉพาะพระคุณ ที่เป็นใหญ่เป็นประธานแห่งพระคุณทั้งปวง คงมี ๓ ประการ คือ:-
๑. พระปัญญาธิคุณ
๒. พระบริสุทธิคุณ และ
๓. พระมหากรุณาธิคุณ
ธูปทั้ง ๓ ดอกนั้น สำหรับจุดเพื่อบูชาพระพุทธคุณทั้ง ๓ ประการนี้ แต่บางท่านก็อธิบายความมุ่งหมายแตกต่างออกไปว่า ธูป ๓ ธูป ดอกนั้น เพื่อบูชาพระพุทธทั้ง ๓ ประเภท คือ:-
๑. อดีตสัมพุทธะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต
๒. อนาคตสัมมาพุทธะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอนาคตและ
๓. ปัจจุปันนสัมพุทธะ พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน
ธูป สำหรับบูชาพระพุทธเจ้านั้น นิยมใช้ธูป มีกลิ่นหอม โดยมาความหมายว่า ธรรมดากลินธูปนี้เป็นกลิ่นหอมที่น่าอัศจรรย์ กว่ากลิ่นหอมต่าง ๆ ที่ชาวโลกนิยมใช้กัน
กลิ่นหอมที่ชาวโลกนิยมใช้กันอยู่ทุกชนิด เมื่อบุคลได้สูดกลิ่นแล้วเป็นเหตุทำให้กิเลสฟูตัวขึ้น ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่สงบส่วนกลิ่นหอมของธูปนั้น เมื่อบุคคลได้สูดกลิ่นแล้วเป็นเหตุทำให้กิเลสยุบตัวลง ทำให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน
อนึ่ง ธูปนั้นแม้จะถูกไฟไหม้หมดไปแล้ว แต่กลิ่นหอมของธูปนี้ก็ยังหอมอบอวลอยู่ในบริเวณนั้นได้เป็นเวลานานฉันใด พระคุณของพระพุทธเจ้า ก็เป็นที่ซาบซึ้งเข้าถึงจิตใจของชาวบุคคลทั้งหลาย โดยที่สุด แม้แต่มหาโจรใจเหี้ยม เช่น องคุลีมาลโจร เป็นต้น ย่อมทำให้ผู้นั้นมีจิตใจสงบระงับจากการทำความชั่ว หันหน้าเข้าสู่ความดี และแม้แต่พระพุทธเจ้าจะได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานถึง ๒ พันปีเศษแล้วก็ตาม แต่พระพุทธคุณก็ยังปรากฏซาบซึ้งตรึงอยู่กับจิตใจของชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ฉันนั้น

เทียนสำหรับบูชาพระธรรม
เทียนนั้น สำหรับบูชาพระธรรม นิยมจุดบูชาครั้งละ ๒ เล่ม เป็นอย่างน้อย โดยมาความมุ่งหมายว่า พระศาสนธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แยกออกได้เป็น ๒ อย่าง คือ:-
๑. พระวินัย สำหรับฝึกหัดกาย และวาจา ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และ
๒. พระธรรม สำหรับอบรมจิตใจ ให้สงบระงับจากความชั่ว ทุจริตทุกประการ และ เทียนที่นิยมจุดบูชาครั้งละ ๒ เล่ม ก็เพื่อบูชาพระวินัยเล่ม ๑ และบูชาพระธรรม อีกเล่ม ๑ เทียน สำหรับบูชาพระธรรมนั้น นิมยมใช้เทียน ขนาดใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียน ความนิยมใช้เทียนจุดบูชาพระธรรมนั้น โดยมุ่งหมายว่า ธรรมดาเทียนนี้ บุคคลจุดขึ้น ณ สถานที่ใด ย่อมเกิดจำกัดความมืดในสถานที่นั้น ให้หายหมดไป ทำให้เกิดเเสงสว่างขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ฉันใด
พระศาสนธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นบุคคลใดมาศึกษาอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นแล้ว ย่อมกำจัดความมืด คือ โมหะ ความโง่เขลาเบา ปัญญาในจิตใจของบุคคลนั้นให้หายหมดไป ทำให้เกิดแสงสว่าง คือ ปัญญาขึ้นภายใจจิตใจของตนฉันนั้น

ดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์
ดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์ โดยความมุ่งหมายว่า ธรรมดาดอกไม้นานาพันธุ์ เมื่อยังอยู่ ณ สถานที่เกิดของมันก็ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของพันธุ์ไม้นั้น ๆ ครั้นบุคคลเราเก็บดอกไม้นานาพันธุ์เหล่านั้นมากองร